Tuesday, November 18, 2014

ประเภทของสื่อการเรียนรู้

สื่อนำเสนอประกอบการบรรยาย  Power Point


Power point ประกอบการนำเสนอ

           ครูผู้สอนหรือวิทยากรสามารถใช้สื่อต่าง ๆ ประกอบการถ่ายทอดความรู้หรือสร้างเจตคติของผู้เรียน  ได้ทั้งในขั้นการเตรียมการบรรยาย หรือดำเนินกิจกรรมการบรรยายนอกสถานที่ หรือขั้นสรุปและประเมินผล  สื่อที่เหมาะกับกิจกรรมดังกล่าวมีหลายชนิด เช่น power point ( ปัจจุบันใช้แทนสไลด์ ) ภาพ วิดิทัศน์ ป้ายนิเทศ การจัดนิทรรศการ เป็นต้น ซึ่งสื่อแต่ละชนิด มีหลักการใช้ดังนี้ 
          Power point เป็นสื่อทัศนะวัสดุที่ปัจจุบันนิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง  มีลักษณะเป็นภาพที่ประมวลโปรแกรมภาพ เสียง และตัวอักษร ที่ได้ออกแบบไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ผู้สอนหรือวิทยากรผลิตขึ้นเอง  นำเสนอภาพจอภาพบนคอมพิวเตอร์ด้วยระบบอัตโนมัติของเครื่องเอง  หรือควบคุมเอง  โดยแสดงผลผ่านจอโทรทัศน์  แต่ถ้ามีผู้ชมจำนวนมาก ก็ฉายผ่านเครื่องโปรเจคเตอร์ ตั้งแต่จอขนาด 120 นิ้วไปจนถึง 300 นิ้ว ในหอประชุมขนาดใหญ่  ซึ่งสะดวกสบายกว่าการใช้เครื่องฉายสไลด์ในอดีต ซึ่งปัจจุบันเลิกใช้ไปแล้ว  เพราะมีวีธีการที่ยุ่งยากกว่า ต้องใช้เครื่องฉายจำนวนมากในการสร้างลักษณะภาพพิเศษ  เพื่อให้ดูน่าสนใจ  หากมีการเตรียมสคริปที่ดีพอก็สามารถทำให้ผู้ฟังผู้ชมได้รับความเพลิดเพลินไม่แพ้สื่อการสอนประเภทอื่น
1.     คุณภาพด้านวิชาการ
1.1.       ความถูกต้องของเนื้อหาตามแหล่งข้อมูลที่กำหนดไว้ในการบรรยาย
1.2.       การจัดลำดับเนื้อหาที่ง่ายต่อความเข้าใจและน่าสนใจ
1.3.       รูปภาพและคำบรรยายสื่อความหมายได้ถูกต้อง
1.4.       เนื้อเรื่อง ภาพทั้งหมดได้ผ่านการทดลองใช้และแก้ไขปรับปรุงมาแล้ว
2.     คุณภาพด้านเทคนิคการผลิตได้แก่
2.1.       ภาพทุกภาพและตัวอักษร มีความคมชัดเจน  สีสันสดใส ตรงตามความเป็นจริง
2.2.       ภาพมีการจัดองค์ประกอบภาพได้สวยงามและตัวอักษรสวยสื่อความหมายได้ถูกต้อง
2.3.       ขนาดตัวอักษรและข้อความใช้ประกอบภาพอ่านได้ชัดเจน
2.4.       การบันทึกเสียงชัดเจนเหมาะกับเนื้อหา ดนตรีและเสียงประกอบ ( Sound effect )  
3.     คุณภาพด้านการนำเสนอ ซึ่งขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการได้แก่
3.1       การเตรียมการวางแผนในการนำเสนอ
3.2       การกำหนดจุดมุ่งหมายเป็นต้น
เทคนิคการนำเสนอ
1.     กำหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจนว่าจะนำเสนอในขั้นใด เช่น
1.1.      การนำเข้าสู่บทเรียน
1.2.      ขั้นการสอนหรือการเสนอเนื้อหา
1.3.      ขั้นสรุป
2.     ก่อนนำเสนอจริง ผู้สอนหรือวิทยากรทดลองใช้สัก 1-2 รอบเพื่อให้แน่ใจว่าภาพและเนื้อหาทั้งหมดถูกจัดเรียงเป็นเรื่องราวถูกต้องแต่ละภาพตามลำดับถูกต้อง สวยงามชัดเจน ตรงจุดมุ่งหมายในการนำเสนอทุกประการ
3.     ผู้สอนหรือวิทยากรควรศึกษาและฝึกฝนการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ โปรแกรม และเม้าท์ให้คล่อง ที่จะสามารถใช้ด้วยตนเอง รวมถึงการตรวจสอบและแก้ไข  คอมพิวเตอร์กับจอให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ
4.     ก่อนการฉาย Power point ผู้สอนหรือวิทยากร ควรบอกจุดเน้นพิเศษเพื่อสร้างความสนใจ ฝึกการสังเกตและส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีจุดหมาย
5.     ก่อนการฉาย Power point แต่ละส่วน ควรใช้เวลาให้เหมาะสมพอแก่ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจได้ ไม่ฉายนานหรือเปลี่ยนภาพเร็วเกินไป    
6.     ขณะนำเสนอ Power point ควรบรรยายประกอบอย่างมีชีวิตชีวา อาจบรรยายเอง หรือใช้เสียงประกอบที่บันทึก หรือเทป แผ่นซีดีก็ได้
7.     การนำเสนอ Power point ในห้องที่มืดจะได้ภาพที่สดใส สวยงามกว่าห้องเรียนทั่วไป
8.     หลังจาก การนำเสนอ Power point ควรมีกิจกรรมต่อเนื่อง เช่นการศึกษา การอภิปราย การจัดป้ายนิเทศเป็นต้น

เว็บไซต์ทางการศึกษา (WBI)


WBI คืออะไร
      WBI หรือ Web Base Instruction เป็นการจัดกิจกรรมการสอนในรูปแบบของ Web Knowledge Based โดยใช้เทคโนโลยีทางของ Webpage เป็นศูนย์กลางในการนำเสนอเนื้อหา หรือ ดำเนินกิจกรรม หรือที่เรานิยมเรียกกันติดปากว่า การเรียนการสอนแบบ Online” นั่นเอง

รูปแบบ WBI ได้เป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆได้แก่
1) Asynchronous Learning Methods 
เป็นการเรียนการสอนที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้เวลาใดก็ได้แล้วแต่ความสะดวกของตนเองโดยผู้สอนจะมีการสร้างเนื้อหาไว้ใน Web site ที่กำหนด จะมีโครงสร้างเนื้อหาในรูปแบบต่างๆ เช่น Text หรือ VDO เพื่อผู้เรียนสามารถเข้ามาศึกษาได้ และอาจมีการกำหนดช่องทางในการติดต่อผู้สอน ในกรณีที่ผู้เรียนเกิดข้อคำถามที่ต้องการใช้ผู้สอนช่วยในการแนะนำ เช่นระบบ Webboard Chatหรือ E-Mail เป็นต้น 


2)
 Synchronous Learning Methods
เป็นการสอนในเวลาเดียวกับผู้เรียน โดยใช้เทคโนโลยีของ
 WEB เป็นสื่อกลางในการสอน โดยที่ผู้เรียนและผู้สอนสามารถปฏิสัมพันธ์กันในเวลาเดียวกันแต่ต่างๆสถานที่ หรือการเรียนการสอนในเวลาจริงนั่นเอง(Real Time) ซึ่งเทคโนโลยีที่ใช้จะเป็นระบบInternet ความเร็วสูงและระบบการประชุมวีดิทัศน์(VDO Conferencing) ซึ่งผู้เรียนสามารถถามคำถามต่างๆ เมื่อตนเองเกิดข้อสงสัยได้ทันทีโดยไม่ต้องมีการฝากข้อคำถามไว้
คุณสมบัติของสื่อ WBI
1)สารสนเทศ(Information)
มีการจัดเรียบเรียง กำหนดรูปแบบการนำเสนอเนื้อหา(Content)
 เป็นอย่างดีเนื่องจากสื่อการสอนจะ เป็นการจัดการสอนที่ไม่มีผู้สอน เนื้อหาในสื่อจะต้องมีความชัดเจน และเข้าใจได้ง่าย
2)ความแตกต่างระหว่างบุคคล(Individualization)
คือการตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล เนื่องจากผู้เรียนจะมีบุคลิกภาพ สติปัญญา ความสนใจ รวมถึงพื้นฐานความรู้ที่แตกต่างกัน ดังนั้นตัวสื่อจึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้อิสระในควบคุมการเรียนรู้ผู้เรียน และเลือกรูปแบบการเรียนที่เหมาะสมได้เอง 

3)การโต้ตอบ(Interaction)
การโต้ตอบหรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวโปรแกรมและผู้เรียนจะส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ อีกทั้งเกิดกิจกรรมการเรียนที่สร้างเสริมความคิด ของตนเองอีกด้วย


4)ผลป้อนกลับโดยทันที(ImmediateFeedback)
สื่อจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีผลลัพธ์ การเรียนซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบของการประเมินผลเรียน โดยอาจจะจัดให้อยู่ในรูปแบบของแบบทดสอบ แบบฝึกหัด หรือ การตวรจสอบความเข้าใจในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งที่สอดคล้องกับเนื้อหา

โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา

โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media)

     ป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา โดยการสร้างโปรแกรมบทเรียน หรือหน่วยการเรียน ซึ่งอาจจะต้องมีภาคแบบฝึกหัด บททบทวน และคำถามคำตอบไว้พร้อม ผู้เรียนสามารถเรียนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่ม การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยนี้ ถือว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์การสอน ไม่ใช่เป็นครูผู้สอน ซึ่งอาจเป็นการพัฒนาบทเรียนแบบ Online ให้นักเรียนเข้ามาศึกษาด้วยตนเองก็ได้
     โครงงานประเภทนี้สามารถพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนในวิชาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสาขาคอมพิวเตอร์ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคม วิชาชีพอื่น ๆ ฯลฯ โดยนักเรียนอาจคัดเลือกหัวข้อที่นักเรียนทั่วไปที่ทำความเข้าใจยาก มาเป็นหัวข้อในการพัฒนาโปรแกรมบทเรียน ตัวอย่างเช่น โปรแกรมสอนวิธีการใช้งาน ระบบสุริยะจักรวาล โปรแกรมแบบทดสอบวิชาต่าง ๆ


ตัวอย่างโครงงาน